TiretruckCenter.com
  •   บทความ ›› Sentury Tire โรงงานผลิตยางรถยนต์ที่ระยอง ใช้หุ่นยนต์ในการผลิตทั้งหมด

    Sentury Tire โรงงานผลิตยางรถยนต์ที่ระยอง ใช้หุ่นยนต์ในการผลิตทั้งหมด


    บริษัท เซนจูรี่ ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัด

    เมือง Qingdao, ประเทศจีน – นาย Lanny Lin ประธานบริษัท Quingdao Sentury Tire กล่าวว่า บริษัท ได้ตั้งงบลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในสหรัฐฯ จำนวนหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยทางบริษัทได้จ้างนาย Rami Helminen อดีตรองประธานอาวุโสของบริษัท Nokian Tyres ประเทศฟินแลนด์ เพื่อดูแลโครงการก่อสร้าง และเพื่อให้เป็น CEO ดำเนินการผลิตในสหรัฐฯ

    Sentury ยังได้พิจารณาการก่อสร้าง “โรงงานผลิตยางล้อแบบอัตโนมัติ (Highly automated smart tire factory)” ตลอดสายการผลิตที่มีอยู่ทั้งในจีนและไทย โดยมุ่งเป้าหมายกำลังการผลิตยางล้อได้ถึงปีละ 10 ล้านเส้น และในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาศักยภาพของโรงงานผลิต โดยได้ทำการผลิตที่โรงงานในเมือง Qingdao ประเทศจีนและในจังหวัดระยอง ซึ่งโรงงานในจังหวัดระยองนั้นหากนับเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจะพบว่ามีอัตรากำลังการผลิตที่ 12 ล้านเส้นต่อปี

    นาย Chris Carr ผู้นำคณะผู้แทนและผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักพัฒนาเศรษฐกิจรัฐ Georgia และนาย Chris Riley ผู้อำนวยการสำนักงานที่ว่าการรัฐ Georgia แถลงว่า เมื่อต้นปีนี้ ทาง Sentury ได้เป็นเจ้าภาพรับรองคณะผู้แทนจากฝ่ายธุรกิจและการเมืองจากรัฐ Georgia ที่โรงงานในประเทศจีน โดยได้มีการหารือกับฝ่ายบริหารของ Sentury ถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนในรัฐ Georgia Sentury ซึ่งแต่เดิมชื่อบริษัท Sentaida Group ได้เปิดโรงงานที่เมือง Qingdao เมื่อปี 2552 เพื่อผลิตยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลประสิทธิภาพสูง และยางล้อแบบใช้ชั้นผ้าใบสำหรับอากาศยาน โดยภายหลังจากการขยายโรงงานแล้วมีกำลังการผลิต 38 ล้านเส้นต่อปี และยางล้อสำหรับอากาศยาน 10,000 เส้นต่อปี และได้ทำการวางจำหน่ายในตลาดภายชื่อทางการค้า Delinte, Landsail และ Sentury

    บริษัท Sentury Tire Americas of Miami เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐฯ โดยมีคลังสินค้าอยู่ที่เมือง Miami และ Memphis และเมื่อต้นปีนี้บริษัทได้เปิดสำนักงานใหญ่ในเมือง Miami Sentury ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตยางล้อระดับโลกในลำดับที่ 50 จากทั้งหมด 75 ลำดับ จากวารสาร Rubber & Plastic News โดยในปี 2557 บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 314 ล้านเหรียญสหรัฐฯ